หลังจากตรวจอัลตราซาวด์เสร็จ คำถามที่ได้ยินแทบทุกวันคือ "หมอครับ…ต้องเจาะไหม" บางคนถามด้วยความกลัว บางคนถามด้วยความหวังว่า "อย่าเจาะเลยนะหมอ" แต่ก็มีบางคนพูดว่า "เจาะเลยก็ได้ จะได้รู้ว่าเป็นมะเร็งหรือเปล่า" ผมเข้าใจทั้งสองความรู้สึกครับ
การเจาะไทรอยด์ (FNA) ไม่ใช่การผ่าตัด
หลายคนคิดว่าจะต้องผ่าคอ ต้องดมยาสลบ ต้องนอนโรงพยาบาล แต่ความจริงการเจาะไทรอยด์ที่เราพูดถึงในปัจจุบันไม่ใช่การผ่าตัดเลย
สิ่งที่เราทำกันคือ Fine Needle Aspiration (FNA) หรือการใช้เข็มขนาดเล็กมากดูดเซลล์ออกมาตรวจ คำว่า "ดูดเซลล์" อาจอธิบายได้ถูกต้องกว่า เข็มที่ใช้มีขนาดเล็กกว่าเข็มเจาะเลือดหลายครั้งเสียอีก ใช้เวลาประมาณไม่กี่นาที ไม่ต้องดมยาสลบ ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล และส่วนใหญ่กลับบ้านได้ทันที หลายคนเดินเข้าห้องตรวจด้วยความกลัว แต่เดินออกมาพร้อมประโยคว่า "แค่นี้เองเหรอครับหมอ"
ทำไมบางคนเจาะ บางคนไม่เจาะ
คำตอบสั้น ๆ คือ ไม่ใช่ทุกก้อนที่จำเป็นต้องเจาะ หลายคนคิดว่ามีก้อน = เจาะ แต่ในความเป็นจริง แพทย์พยายามหลีกเลี่ยงการเจาะที่ไม่จำเป็น เพราะการตรวจทุกชนิดควรมีเหตุผลรองรับ ไม่ใช่ทำเพราะ "อยากรู้" แต่ทำเพราะ "ผลตรวจจะเปลี่ยนแผนการรักษา"
ก่อนที่ผมจะตัดสินใจเจาะ ผมจะถามตัวเองเสมอว่า ถ้าผลออกมาเป็นแบบหนึ่ง หรืออีกแบบหนึ่ง แผนการรักษาจะเปลี่ยนหรือไม่ ถ้าคำตอบคือ "ไม่เปลี่ยน" การเจาะอาจไม่มีประโยชน์ แต่ถ้าผลตรวจจะช่วยให้ตัดสินใจได้ชัดขึ้น การเจาะก็มีคุณค่ามาก
ก้อนใหญ่ไม่เจาะ แต่ก้อนเล็กกลับต้องเจาะ — เพราะอะไร
คนไข้มักถามว่า "ก้อนใหญ่ตั้ง 4 เซนติเมตร ทำไมไม่เจาะ" ในขณะที่อีกคนถามว่า "ก้อนผมแค่ 8 มิลลิเมตรเอง ทำไมหมอถึงอยากเจาะ" คำตอบคือ ขนาดไม่ใช่เหตุผลเดียวในการตัดสินใจ เราพยายามประเมิน "ความเสี่ยง" ไม่ใช่แค่ "ความใหญ่"
ถ้าก้อนใหญ่แต่หน้าตาในอัลตราซาวด์ดูสบายใจมาก เป็นถุงน้ำ หรือเป็นก้อนที่มีลักษณะของก้อนธรรมดาชัดเจน บางครั้งก็ยังไม่จำเป็นต้องเจาะ แต่ถ้าก้อนมีขนาดเพียง 8–9 มิลลิเมตร กลับมีลักษณะน่าสงสัย — ขอบหยัก มีจุดหินปูน เป็นก้อนสีเข้ม รูปร่างสูงกว่ากว้าง และอยู่ในคนไข้ที่มีความเสี่ยงสูง — แม้ก้อนจะเล็ก เราก็อาจพิจารณาเจาะ เพราะสิ่งที่เราสนใจคือความเสี่ยงของก้อน ไม่ใช่เพียงไม้บรรทัดวัดขนาด
TI-RADS ระบบให้คะแนนความเสี่ยงของก้อนไทรอยด์
เวลาผมดูอัลตราซาวด์ ผมไม่ได้ใช้ความรู้สึก แต่ใช้หลักเกณฑ์ที่มีงานวิจัยรองรับ ปัจจุบันมีระบบที่เรียกว่า TI-RADS ลองนึกภาพง่าย ๆ เหมือนการให้คะแนนความน่าสงสัยของก้อน ยิ่งคะแนนสูง โอกาสที่จะเป็นมะเร็งก็ยิ่งมากขึ้น และเมื่อคะแนนสูงถึงระดับหนึ่ง ประกอบกับขนาดของก้อน เราจึงแนะนำให้เจาะเซลล์ เราพยายามใช้หลักฐานทางวิชาการให้มากที่สุด เพื่อลดความผิดพลาด
ผลเจาะเชื่อถือได้แค่ไหน
เชื่อถือได้มาก แต่ไม่ใช่ 100% ผลเจาะอาจออกมาได้หลายแบบ บางครั้งบอกได้ชัดเจนว่าเป็นก้อนธรรมดา บางครั้งบอกได้ชัดว่าเป็นมะเร็ง แต่ก็มีอีกกลุ่มหนึ่งที่ผลออกมา "ก้ำกึ่ง" หรือที่แพทย์เรียกว่า Indeterminate cytology ไม่ใช่เพราะหมอไม่รู้ แต่เป็นธรรมชาติของโรค เพราะเราเก็บเซลล์ออกมาเพียงบางส่วน ไม่ใช่ทั้งก้อน ในบางกรณีจึงอาจต้องเจาะซ้ำ หรือตรวจเพิ่มเติม
เจาะ FNA แล้วมะเร็งจะกระจายไหม?
ผมตอบคำถามนี้แทบทุกสัปดาห์ คำตอบคือ จากข้อมูลทางการแพทย์ในปัจจุบัน การเจาะ FNA ไม่ได้ทำให้มะเร็งแพร่กระจายจนเป็นเหตุผลให้หลีกเลี่ยงการเจาะ หากทำโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์และมีข้อบ่งชี้ที่เหมาะสม ถือว่าเป็นการตรวจที่ปลอดภัยและเป็นมาตรฐานทั่วโลก ถ้าแพทย์แนะนำให้เจาะ ไม่ต้องกลัวว่าการเจาะจะทำให้โรคแย่ลง
สิ่งที่คนไข้ต้องการ ไม่ใช่แค่ผลตรวจ แต่คือ "ความมั่นใจ"
มีคนไข้คนหนึ่งเดินเข้ามาพร้อมผลอัลตราซาวด์ที่เขียนว่า "ควรพิจารณาเจาะเซลล์" เธอบอกทันทีว่า "หมอคะ หนูไม่อยากเจาะ" ผมถามว่ากลัวอะไรที่สุด เธอตอบว่า "กลัวรู้ว่าเป็นมะเร็ง" ผมบอกเธอว่า "ถ้าเป็นจริง การรู้เร็วจะช่วยให้รักษาได้เร็ว แต่ถ้าไม่เป็น การเจาะครั้งนี้อาจทำให้เราสบายใจไปได้อีกหลายปี" สุดท้ายเธอตัดสินใจเจาะ ผลออกมาเป็นก้อนธรรมดา วันที่มาฟังผล เธอยิ้มกว้างกว่าวันแรกมาก
ทุกครั้งที่ผมหยิบเข็มขึ้นมา ผมไม่ได้คิดว่า "จะเจาะให้ครบทุกคน" แต่ผมกำลังถามตัวเองว่า "การเจาะครั้งนี้จะเป็นประโยชน์กับคนไข้จริงหรือไม่" เพราะการรักษาที่ดีไม่ใช่การทำทุกอย่างที่ทำได้ แต่คือการเลือกทำเฉพาะสิ่งที่จำเป็นและเหมาะสมที่สุดสำหรับคนไข้แต่ละคน
เจาะชิ้นเนื้อไทรอยด์ (FNA) เจ็บไหม ต้องนอนโรงพยาบาลหรือเปล่า
FNA ใช้เข็มเล็กกว่าเข็มเจาะเลือด ใช้เวลาไม่กี่นาที ไม่ต้องดมยาสลบ ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล กลับบ้านได้ทันที และไม่ทำให้มะเร็งกระจายเมื่อทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หากมีผล FNA หรือผลก้ำกึ่ง (Bethesda III/IV) และไม่แน่ใจว่าควรทำอย่างไรต่อ ปรึกษาหมออังกูรได้ทาง LINE @drangkoon